postheadericon สุมโน ดาบส

alt

 

hthttps://youtu.be/Bfd25Q15Abwps://youtu.be/dCWD6qp0Ydg

https://youtu.be/Bfd25Q15Abw

alt  

๒๕๐. ปี (๒๔) ๙๑ อยู่จำพรรษาเจดีย์หลวง อยู่ไปจนเลยแล้งไปอีก ในแล้งพรรษาปีนั้นหล่ะ ได้ปะกันกับท่านสง่าดาบส หลวงพ่อดาบส สุมโน เป็นพระหนุ่มอายุ ๒๔ – ๒๕ พรรษาได้ ๕ พรรษาเต็ม เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อลี วัดอโศการาม บวชมาแต่เจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี แต่อยู่ศึกษากรรมฐานกับท่านอาจารย์ลี (ธมฺมธโร) ที่วัดคลองกุ้ง จะเข้าสังกัดเจดีย์หลวง แต่ท่านเจ้าคุณพุทธิโสภณ ให้เรียนจบนักธรรมเสียก่อน ท่านสง่ามีอุปนิสัยยินดี แต่การออกป่าปฏิบัติ
จึงได้กราบลาหนีขึ้นเมืองพร้าว ขึ้นไปเรื่อยไปอยู่สำนักป่าเฮ้ว ป่าช้าเลไลย์ ญาติโยมศรัทธาเขา ต้องการอยากได้ วัดพระป่าพระธุดงค์ เขาได้แผ้วถางป่าช้า ทำบุญให้เปรตผีเจ้าที่เจ้าทางแล้ว สร้างศาลาธรรมขึ้น กั้นห้องนอน มีห้องถานก็เหมาะกันกับที่ ท่านสง่าขึ้นไปอยู่ให้ ศรัทธาญาติโยมเขาก็ยินดีพอใจ

ผู้ข้าฯ ถาม “ ท่านสอนอะหยังเขาบ้าง ? ”
“ ขอโอกาส สอนให้เขารู้จักไหว้พระสวดมนต์ เจริญเมตตา ฝึกหัดภาวนาทำจิตให้สงบ ฝึกให้เขาได้ปฏิบัติ เทศน์ธรรมให้ฟัง ให้รักษาศีล ให้รู้จักพิจารณาเกิด แก่ เจ็บ ตาย รู้จักแก้ไขจิตของตน ”
“ เขาใส่โทษใส่ความท่านอย่างใด ”
“ เริ่มแรกนั้น หมู่ศรัทธาญาติโยม เขามาขอนิมนต์ ให้เป็นผู้พาทำวิสาขบูชา เพราะผมเล่าสู่เขาฟังว่า ท่านพ่อลี (ธมฺมธโร) เคยพาทำทุกปี ทีนี้ศรัทธาก็ เอะอะชักชวนกันจัดงานขึ้นมา เป็นงานใหญ่ครั้งแรก เพราะไม่เคยมีใครคณะใด ได้จัดงานอย่างนี้มาก่อน พวกเจ้านายผู้ปกครองทางอำเภอ ปลัดอำเภอ จ่าอำเภอ ผู้คนมาร่วมงาน วันนี้เองที่เป็นสาเหตุให้ พระฝ่ายมหานิกายเขาไม่พอใจ จนเดือน ๗ ใกล้เข้าพรรษา พระนิกายวัดกลางเวียง มาขอตรวจหนังสือสุทธิ คัดเอาสำเนาส่งไปยังพระครูสีประสิทธิ์พุทธศาสน์ วัดพันตองในเวียง ”
alt ใกล้เข้าพรรษาวันสองวันตุ๊หลวงวัดกลางเวียง เป็นตุ๊หลวงวัดชื่อ สีป้อ เอาจดหมายของพระครูสีประสิทธิ์ฯ มาขับไล่ให้หนีจากเขตอำเภอพร้าว ไม่ให้อยู่ในเขตอำเภอพร้าว หรือเขตเวียงเชียงใหม่ให้กลับจันทบุรีไป
ผมก็อยู่ฉลองศรัทธาให้แก่ญาติโยมชาวศรัทธา ทีนี้เมื่อออกพรรษาแล้ว พระครูสีประสิทธิ์ขึ้นมาตรวจธรรม สนามหลวงในเขตปกครองอำเภอพร้าว วัดกลางเวียง วันสุดท้ายสอบเสร็จแล้วก็เอาพระเณร นักธรรมมาชุมนุมขับไล่ผมให้ออกจากเขตเวียงพร้าว ๒๐๐ กว่ารูป ตอนเช้าผมกำลังฉันจังหันเช้าอยู่ พระครูสีฯ มาขอหนังสือสุทธิ ทีแรกว่าขอตรวจดูเฉยๆว่าเป็นพระจริงหรือพระปลอม ผมก็ไม่ไว้ใจเขา เปิดให้เขาดู เขาก็ดึงกระชากจากมือไป แล้วประกาศทันทีว่าเป็นหนังสือสุทธิปลอม บวชด้วยตนเองเป็นพระปลอม เพราะไม่มีตราประทับเข้าสังกัด ไม่มีรูปถ่าย ต้องยึดไว้และขับไล่ให้หนีไป
แล้วเขาใส่โทษว่า ทำการก่อสร้างวัด โดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ บังคับให้ผมยอมรับผิด ผมไม่ยอม ขอหนังสือสุทธิคืนเขาก็ไม่ให้ เขาจะให้ผมเซ็นต์ ผมก็ไม่ยอมเซ็นต์ พระครูสีฯ ก็เอาหนังสือไป บอกว่า
“ ถ้าแน่จริงให้ตามไปเอาที่วัดพันตอง หากอยากให้เรื่องจบไวก็ให้กลับจันทบุรีเสีย ”

ทีนี้พวกศรัทธาญาติโยมที่เคารพนับถือเขาฟังอยู่ด้วย เขาก็ไม่พอใจ มีหัวหน้านายตำรวจนายสถานี สมุห์บัญชีอำเภอ ปลัดอำเภอ นายกำนัน พ่อแก่บ้าน ผู้คนหลายคน เขาก็ว่า
“ ท่านพระครู การก่อสร้างวัดนี้พวกผมนี้หละทำมาก่อน ท่านสง่าเดินธุดงค์มาของท่านเอง พวกผมต้องการอยากได้ตุ๊เจ้าผู้ทรงศีลมาค้ำวัดค้ำศาสนา จึงนิมนต์ไว้ จะมาว่าท่านสง่าผิดนั้นไม่ควร ถ้าท่านพระครูจะเอาผิดก็ต้องเอาผิดพวกผมทั้งหมดทุกคนนี้ ”

ท่านพระครูสีฯ ก็ไม่ยอมฟัง ยังขู่โยมทั้งหลายว่า จะให้พวกเจ้านายในเวียงออกมาเอาโทษด้วย ข่มขู่ผมกับพวกโยมอยู่นาน ก็พาหมู่พระเณรกลับวัดกลางเวียง หัวค่ำวันนั้นพวกเขาก็เอาหนังสือสุทธิ หนังสือบันทึกข้อความ เข้าไปแจ้งนายอำเภอ นายอำเภอก็ว่า
“ ผมเป็นผู้ปกครองในเขตนี้ ท่านไปทำมาเองโดยพลการ ผมไม่รู้เรื่อง ผมเป็นนายอำเภอ รักษาราษฎร รักษากฎหมาย หากใครทำผิดผมจับใส่โทษได้ทั้งนั้น จับได้ทั้งพระทั้งคน ”
ท่านพระครูสีฯ ก็กลับ เมื่อเขาไม่ยอมคืนสุทธิให้แล้ว วันรุ่งขึ้นญาติโยมผู้คนก็มาชุมนุมปรึกษากันอยู่ว่าจะเอาอย่างไรกับเจ้าคณะอำเภอ ทางนายอำเภอก็จะเอาเรื่อง ผมก็เลยประกาศว่า
“ หนังสือสุทธิที่เขายึดไปนั้นก็ไปจากที่นี่ หากอาตมาไม่มีความผิดและไม่มีเรื่องอะไร เขาจะต้องเอามาส่งคืนที่นี่ และผู้ใดเอาไปผู้นั้นต้องเอามาคืน ”
แล้วผมก็เขียนจดหมาย ลำดับเหตุการณ์แต่ต้นจนจบแจ้งไปยังพระอุปัชญาย์ ท่านเจ้าคุณอมรโมลี เจ้าคณะจังหวัดจันทบุรีฉบับหนึ่ง อีกฉบับหนึ่งแจ้งไปหาท่านพ่อลีผู้เป็นพระกรรมวาจารย์ พระอุปัชญาย์ก็แจ้งตอบมาว่า
“ ให้รอฟังดูว่าเขาจะจัดการอย่างไรและได้ส่งท่านอาจารย์ลี (ธมฺมธโร) ขึ้นไปทำการแทนแล้ว ”
ทีนี้ทางท่านพ่อลีก็แจ้งจดหมายมาอย่างเดียวกันว่า
“ ให้รอฟังดูก่อน หากเขาไม่ยอมส่งคืนให้ก็จะขึ้นไปจัดการให้ถึงที่สุด ”

ท่านสง่ารอหนังสือสุทธิอยู่ ๓ ปี ไม่ได้เรื่องไม่ได้ความอะไร จึงเข้ามาตามหนังสือสุทธิที่วัดพันตอง พระครูสีก็ว่า “ ไม่รู้ว่าเก็บไว้ไหนแล้ว ”
จึงมาพักอยู่กับวัดหอธรรม รอเข้าพบท่านเจ้าคุณฯ พุทธิโสภณ วันรุ่งขึ้นจึงได้พบ ท่านเจ้าคุณก็ว่า
“ เขาส่งมาให้นานแล้ว ” “ เอ้า...เอาคืนไปเหียตุ๊ ”
ท่านสง่าก็ว่า “ ส่งมาอย่างนี้ผมไม่เอา ” กราบแล้วก็ลงกุฎิแจ้งไปยังพระอุปัชญาย์
พระอุปัชญาย์ก็ว่า “ เขาส่งให้แล้วก็รับเสีย ”
ท่านสง่าก็พิจารณาว่า หากรับเอาก็เสียสัจจะของตัวเอง ไม่รับก็จะเสียอุปัชญาย์อาจารย์

๒๕๑.) ปี (๒๔) ๙๓ เดือน ๑๒ ท่านสง่าเข้ามาคุยกับผู้ข้าฯ อยู่ข้างในอุโบสถ์หลังพระยืน ว่าจะเอาอย่างใด ? เพราะทางท่านเจ้าคุณวัดเจดีย์หลวง พระมหา พระปลัด ก็ไม่พอใจไม่อยากจะให้อยู่ เพราะว่าผมดื้อรั้น ไม่ถือครูบาอาจารย์ เราก็ว่า เป็นพระเขาก็ว่าให้ได้ เป็นเณรเขาก็ว่าให้ได้ เพราะพระเณรต้องถืออุปัชญาย์ครูบาอาจารย์ อย่าหาว่าผมประมาทผ้าทรงของพระพุทธเจ้า หนีออกไปบวชเป็นฤาษีดาบสเสียอยู่ให้ห่างไกลจากผู้คนเหล่านี้ เพศเป็นนักบวชแต่เราก็รักษาศีล สมาธิ ปัญญาของพุทธะได้
สุดท้ายก็ตกลงใจได้ว่าจะไปเสาะหาที่อยู่ภูเขาทางเวียงป่าเป้า ผู้ข้าฯก็เตือนว่า อย่าได้กลับไปอยู่เมืองพร้าวอีก เพราะจะเป็นเหตุให้เขาไม่พอใจและเอาผิดได้มากกว่าเก่าอีก

วัน ๑๓ ค่ำ พระมหาจันทร์ (กุสโล) บอกให้พระปลัดเกตุ (วณฺณโก) มาแจ้งให้ทราบว่าหากไม่ยอมรับใบสุทธิ ไม่ยอมขอขมาต่อครูบาอาจารย์ ท่านเจ้าคุณฯ ว่าไม่ให้อยู่ด้วย ตอนหัวค่ำ ท่านสง่าก็มาบอกลาว่าพรุ่งนี้เช้าบิณฑบาตได้แล้ว ผมจะออกไปจากเวียง หนังสือสุทธิไม่เอา แล้วท่านสง่าก็ฝากหนังสือแจ้งต่อคณะสงฆ์ไว้ยื่นให้ผู้ข้าฯ
ผู้ข้าฯ ก็ว่าดีอยู่ แต่ไม่ดีอย่างหนึ่ง ถ้าหากท่านเอาหนังสือฝากไว้กับผม ผมได้เอาไปแจ้งต่อคณะสงฆ์ท่านเจ้าคุณ ทางท่านเจ้าคุณฯ ก็จะรู้ว่า ผมเป็นผู้เจ้ากี้เจ้าการ ขอให้ท่านเอาไว้ในห้องพัก เอาอะไรทับไว้แล้วก็ไปได้ หากอยู่ไหนก็แจ้งข่าวให้ศรัทธาญาติโยมเมืองพร้าวเขาทราบก็พอแล้ว

ท่านสง่าหนีออกจากวัดเจดีย์หลวงวัน ๑๔ ค่ำ ก่อนลงอุโบสถวันหนึ่ง มาภายหลังได้ข่าวว่าไปสึกอยู่เวียงป่าเป้า ศรัทธาญาติโยมก็ไปเอาลงมาอยู่ที่เก่าอีก ไม่สร้างเป็นวัด แต่ให้เป็นที่พักปฏิบัติธรรม บวชเป็นดาบสแล้วก็เลาะเที่ยวไปได้ตลอดไปอยู่ทางเมืองน่าน เมืองแพร่ สุดท้ายไปอยู่เชียงราย มาเรียกชื่อตัวเองว่า “ ดาบสสง่า ”
ดาบสสง่าเป็นคนบางกระจะ จันทบุรี บวชเป็นศิษย์ท่านอาจารย์ลี สมัยอยู่เมืองจันทบุรี ได้ ๔ พรรษา ก็ขึ้นเชียงใหม่เป็นคนมั่นคงในสัจจะ ตั้งมั่นในข้อศีลนี้เรื่องของดาบสสุมโน ลาสิกขาเป็นดาบสก็เพราะรักษาสัจจะ เป็นคนอ่อนน้อม วัดที่สง่าดาบสไปอยู่ตอนเป็นพระนั้นเอาชื่อ วัดป่าเลไลย์เป็นป่าช้าป่าเฮ้วที่ทิ้งผีของชาวบ้าน ต่อมาท่านทองสุกคนสว่างแดนดินไปอยู่ ท่านอาจารย์สิม (พุทฺธาจาโร) หาเงินไปสร้าง ย้ายไปอยู่ที่แม่กอย ตรงที่ท่านอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต) ไปอยู่จำพรรษา แล้วตั้งชื่อวัดป่าพระอาจารย์มั่น
***คัดจากธรรมประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ : กลับเมืองเหนือเครือคร่าววัยธรรม — กับ พระธมฺมธโร ครูบาแจ๋ว และ Praphaporn Yamebane

หลวงตาวัชรชัยเล่าถึงหลวงปู่ดาบสแห่งสำนักไผ่มรกต จังหวัดเชียงราย

    ครั้งหนึ่ง ตอนบวชได้พรรษา ๒ หลวงตาได้เที่ยวไปพบพระดีเข้าอีกองค์หนึ่งที่จังหวัดเชียงราย คือ หลวงปู่ดาบส สุมโน แห่งสำนักไผ่มรกต ที่กล้าเรียกท่านว่าพระดี  ก็เพราะว่าท่านดีต่อหลวงตา และได้มอบความดีให้หลวงตาประมาณไม่ได้  และความดีศรีสุขอันนั้นมันเกี่ยวกับ หลวงพ่อฤๅษี ฯ โดยตรงเสียด้วย ครั้งแรกที่ไปกราบหลวงปู่ดาบส ท่านก็ทักถูกใจเราทันทีว่า "อยู่กับหลวงพ่อฤๅษี ฯ สอนมโนมยิทธิหรือ?" "ครับผม" "อภิญญาสมาบัติที่ทรงอยู่ คล่องดีแล้วใช่ไหม?"  ตอนนี้หลวงตาตกใจ เพราะเข้าใจว่าเรื่องอภิญญาสมาบัติเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าตัวเองจะยอมรับว่า "ทำได้คล่อง" จึงตอบไปว่า "ไม่ใช่ขอรับ ผมยังไม่ได้อภิญญา ผมพยายามทำตามที่หลวงพ่อท่านสอน และแนะนำคนอื่นเท่าที่จะนึกได้"  "นั่นแหละ เขาเรียกว่าอภิญญา พระอรหันต์ทั้งหลายท่านก็ใช้อย่างนี้ พระพุทธเจ้าก็ทรงใช้อย่างนี้ ใช้แบบวิธีเหมือนกันแต่ความบริสุทธิ์ไม่เหมือนกัน ความมั่นใจไม่เท่ากัน ใจที่บริสุทธิ์มาก มั่นคงมั่นใจมาก ก็ใช้ได้คล่องแคล่วชัดเจนมาก บริสุทธิ์ถึงที่สุด มั่นคง มั่นใจไม่สงสัย ก็ใช้ได้ถึงที่สุด เป็นเรื่องธรรมดา" หลวงตาเข้าใจ  แต่ยังไม่มั่นใจแล้วหลวงปู่ดาบสก็มองหน้าหลวงตา พูดเสียงชัดเจนว่า "ออกจากวัดท่าซุง มาอยู่ด้วยกันไหม มาหาที่สงบซุ่มปฏิบัติธรรมให้สมใจ สมวาสนาบารมี"
"พอสบายจบกิจแล้วจะได้ตั้งสำนักใหม่ สอนพระกรรมฐานให้มีชื่อลือลั่น ไว้ชื่อครูบาอาจารย์ ว่าเรานี่แหละลูกศิษย์หลวงพ่อฤๅษีฯ"  "...................................." หลวงตาตกใจ เจ้าประคุณเอ๋ย ความในใจที่อุตริคิดฝังไว้ก้นบึ้งดวงใจไม่เคยเล่าสู่ใคร ไม่เคยถามไถ่แม้แต่หลวงพ่อฤๅษี ฯ คิดซ่อนเร้นไว้กว่า ๑๐ ปี ถึง ๔ ข้อ บัดนี้ได้ถูกหลวงปู่ดาบสไขออกมาไม่มีเหลือ กำลังใจขณะนั้นได้ตอบท่านไปใน ๒ ข้อแรก (และรับรู้ใน ๒ ประการหลัง ซึ่งจะไม่บอกใครจนวันตาย)"ไม่เอาครับ หลวงปู่ ผมจะไม่ไปไหน ผมจะอยู่กับหลวงพ่อในวัดท่าซุงตลอดไป""ดีแล้ว" ท่านยิ้มยืนยันว่า
"ถูกต้องแล้ว อยู่ที่นั่นไม่ต้องไปที่ไหน" "เรื่องธุดงค์บางองค์ก็ไม่ต้องธุดงค์หรอก การที่พระสงฆ์ท่านออกธุดงค์กันในที่ต่างๆ ก็เอาคำสอนครูบาอาจารย์ที่น้อมรับเอาไปใส่ใจ แล้วก็ประคองใจอันนั้น ไปหาต้นไม้ หาถ้ำ หาที่วิเวกเหมาะกับจิตใจ เอาเป็นที่บำเพ็ญความเพียรพิจารณาธรรมอันนั้นจนได้มรรคได้ผล แล้วก็ต้องกลับไปอยู่กับผู้คนแทนคุณพระศาสนาแต่ที่วัดท่าซุงนะ มีต้นไม้ใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง คือ ต้นหลวงพ่อฤๅษี ฯ ร่มรื่น ร่มเงาเย็นสบาย ผลไม้อริยผลก็ออกดอกเต็มต้น ไปนั่งนอนเดินยืนอยู่ใต้ต้นไม้นั้น อย่าจากไปไหน แล้วก็ประคองมือเอื้อมเด็ดผลไม้ มากินให้หวานชื่นใจด้วยความเคารพ ก็จะบรรลุมรรผลได้ในชีวิตนี้"
ลูกหลานเอย..หลวงตาต้องกล้าเขียนต่อ บอกแล้วว่ามันยากที่จะเล่าให้ฟังตามตรง ๆ ที่หลวงปู่พูดถึงหลวงพ่อฤๅษีฯ ว่า"พระคุณเจ้าองค์นั้นเป็นอรหันต์ องค์เอกองค์หนึ่งของโลกในปลายศาสนา ๕๐๐๐ ปี จะหาใครสอนเสมอเหมือนพระคุณท่านหาไม่ได้แล้ว พระคุณท่านองค์นั้นสอนได้คล้ายพระพุทธเจ้าสอน เพราะท่านปรารถนาพระโพธิญาณ ถ้าท่านไม่ลาพุทธภูมิหักใจเป็นพระอรหันตสาวกเสียก่อน ท่านเทศน์คราวไร เรา..พวกเรานี้ที่บำเพ็ญบารมีตามท่านมา ก็จะฟังเทศน์จากท่านเพียงครั้งเดียวก็จะเป็นพระอรหันต์ตามได้จำไว้นะ ! กลับไปฟังคำสอนของพระคุณท่าน ฟังเทปของท่าน ดูวีดีโอของท่าน ให้ส่งจิตคิดตามเสียงท่านประหนึ่งว่าเป็นเสียงในใจเรา ก็อาจจะบรรลุมรรคผลได้ตามที่ตัดสินใจ ตามเสียงนั้นเฉพาะหน้า เหมือนฟังจากพระพุทธเจ้านั่นแหละ องค์นี้หาใครสอนได้เสมือนท่านยากนักหนาแล้ว"นี่หลวงตาเล่าให้ฟังตามที่ได้พบเห็นได้ยินมาเฉพาะตัวหลวงตาเอง ท่านใดจะชื่นชมสมใจหรือแหนงหน่าย อึดอัดก็โปรดเป็นไปตามกฎธรรมดา ตามปรารถนาเถิด..แล้วหลวงตาก็กลับวัด ก่อนลาหลวงปู่กลับ ก็ถ่ายรูปร่วมกับท่านมาภาพหนึ่ง กลับมาถึงก็เล่าให้พี่น้องบรรพชิตและฆราวาสฟังว่า มีหลวงปู่ดาบส แห่งสำนักไผ่มรกต จังหวัดเชียงราย ท่านพูดถึงพ่อเราอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วท่านก็งามนักหนา ทั้งหน้าตามารยาท ถ้าพ่อเราเป็นพระอาทิตย์เต็มองค์ทรงกลด หลวงปู่ดาบสก็งามเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญที่ไม่มีเมฆหมอกมาบดบัง แล้วก็เอารูปของท่านออกมาอวดไปทั่ววัดก็อวดมาถึงหลวงพี่วิรัช ท่านก็เอาไปเล่าอวดหลวงพ่อพร้อมรูปใบนั้น พ่อเราฟังไป ดูรูปไป ก็ส่งรูปคืนให้หลวงพี่วิรัช พร้อมกับพูดลอย ๆ ออกมาว่า"เออ.. ๒๐ ปีแล้วซีนะ"หลวงพี่วิรัชก็กลับมาบอกคืนหลวงตาว่า คงเป็นเพื่อนหลวงพ่อ ไม่ได้พบกัน ๒๐ ปีกระมังพอตอนเย็น ไปทำวัตรเย็นและปฏิบัติกรรมฐาน หลวงพี่อนันต์ เรียกหลวงตาเข้าไปหาแล้วบอกว่า"หลวงพ่อให้บอกท่านว่า พระเจ้าของรูปนั้นได้อรหันต์มา ๒๐ ปีแล้ว"
(จากหนังสือมรดกพระดี วัดถ้ำนารายณ์)

 

konrukkv01

 

หลวงพ่อผู้มีทิพจักขุญาณแจ่มใส

 

อาจารย์ ยกทรงบอกว่า ขนาดคนขอยืมเงินทำบุญ อยู่ห้องโน้นที่หน้าห้องส้วม ทำบุญจนหมดตัวแล้วหลวงพ่อพูดอะไรไม่รู้ เอาไม่อยู่ขอยืมเงินเพื่อน ให้กูร้อยหนึ่งน่า เดี๋ยวกูมาใช้มึง เวลาถวายปุ๊บ หลวงพ่อก็แซวเลย ให้กูร้อยเถอะจะรีบใช้มึงแล้วแกก็กลับไปนินทาหลวงพ่อ อะไรวะกำแพงขวางยังมองเห็นอีก โอ้โฮ ทำไมถึงตายาวขนาดนั้น แล้วอีกคนหนึ่งก็เร่งรีบเช่าสามล้อเข้าปากทางถนนใหญ่ ความจริงวันนั้นหมดเวลาแล้ว เราก็บอกหลวงพ่อนิมนต์เถอะ ครับ หลวงพ่อบอกเดี๋ยวรออีกคนหนึ่ง ไอ้เราก็ไม่กล้าขัดใจก็คุยโน่นคุยนี่ถ่วงไป ประมาณสัก ๒๐ ทีก็มาถวายเยอะ เจ้าคนนั้นศรัทธาแรงเต็มที่ ๒๐ บาท เราก็เลยกระซิบถาม หลวงพ่อ ๒๐ บาท ก็ยังคอยเหรอ หลวงพ่อบอกเขามาไกล เขาลำบาก เราอยู่ใกล้ลุกเมื่อไหร่ก็ไปได้ ตรง นี้ท่านเคยสอนพระไว้ ไม่ให้เสียพระง่ายๆ เขาทำบุญ ๑๐ บาท ๒๐ บาท มากบ้าง น้อยบ้าง อย่าไปดูถูกเขา ท่านให้ดูกำลังใจคน ถ้าแกคิดอย่างนี้แกจะตกนรกง่ายที่สุด เขาทำบุญมากทำบุญน้อย ต่อไปแกจะโลภ หลวงพ่อบอกต้องดูกำลังใจคน แกจะวัดด้วยเงินหรืออะไรไม่ได้ ท่านสอนเรานะ ท่าน ถือว่ากำลังใจสำคัญยิ่งอย่างโยมคนเมื่อกี้มาจากชลบุรี เป็นคนมีอายุแล้ว การเดินทางไกลก็ย่อมไม่สะดวก อย่างหลวงพ่อดาบสเทศน์ คนที่ขึ้นรถลงเรือมาไกลอย่างนี้ ถือว่าเอาชีวิตมาทำบุญ เพราะว่าการขึ้นรถออกจากบ้านมาแล้ว มันสามารถจะตายได้ทุกเวลาเช่นกัน ชีวิตเรายังไม่ห่วง เรียกว่า ปรมัตถบารมีจริงๆ

 

alt

 

แก้ไขล่าสุด (วันจันทร์ที่ 10 กันยายน 2018 เวลา 02:58 น.)